โรคนอนไม่หลับ โรคที่ไม่ร้ายแรงแต่น่ารำคาญใจ

         เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยปัญหากับการนอนไม่หลับ ซึ่งที่หลายคนเป็นคือ เมื่อถึงเวลาที่ควรจะนอนแล้วแต่ไม่สามารถนอนหลับได้ หรือบางคนนอนหลับไปแล้ว แล้วสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วไม่สามารถกลับไปนอนหลับต่อได้อีก บางครั้งรู้สึกว่าอยากนอนมาก เพลียมากแต่เมื่อล้มตัวลงนอนกลับนอนไม่หลับซึ่งอาการนอนไม่หลับนี้ มีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของคนที่ปันโรคนี้มาก ซึ่งมันมีผลทั้งต่อการเรียน การทำงานและความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง 

          สำหรับคนโดยปกติทั่วไปแล้ว การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอสำหรับแต่ละช่วงวัยแล้ว จำนวนชั่วโมงที่ร่างกายต้องการก็แตกต่างกันด้วย โดยหากเป็นเด็กแรกเกิดต้องพักผ่อนมากๆ จำนวนที่ควรนอนคือ 14-17 ชม. ต่อวัน แต่ถ้าหากอายุ 1-2 ปีควรนอน 14 ชม. ต่อวัน และอายุ 3-5 ปีควรนอน 10-13 ชม. ต่อวันโดยยิ่งโตขึ้นมามากจำนวนการนอนหลับพักผ่อนก็จะน้อยลง คืออายุ 6-13 ปีควรนอน 9-11 ชม.ต่อวัน  อายุ 14-17 ปีควรนอน 8-10 ชม.ต่อวันแต่สำหรับผู้ใหญ่แล้วนอนเพียง 7-9 ชม. ต่อวันก็เพียงพอ ทีจำนวนชั่วโมงการนอนของผู้ใหญ่น้อยลงนั้น สาเหตุมาจาก ร่างกายจะผลิตสารที่ทำให้นอนหลับได้น้อยลง

อันที่จริงโรคนอนไม่หลับเกิดจากหลายปัจจัยด้วยกันเช่น 

     ทางด้านร่างกาย ส่วนใหญ่เกิดจากร่างกายมีอาการเจ็บป่วย มีปัญหาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ หรือร่างการได้รับความเจ็บปวด จึงทำให้นอนไม่ค่อยหลับ หรือนอนหลับแล้วมีอาการสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกหรือบางครั้งอาจเกิดจากร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อมีอายุมากขึ้นความต้องการนอนหลับพักผ่อนก็จะน้อยลงตามช่วงเวลาที่เคยระบุไว้ในขั้นต้น

      ทางด้านจิตใจ   ปัญหาทางด้านจิตใจก็คือความเครียด ความวิตกกังวล  การตื่นเต้น หรือหดหู่  อาการต่างๆเหล่านี้แม้เป็นผลทางด้านจิตใจแต่ก็ส่งต่อมากระทบให้เรานอนไม่หลับได้เหมือนกัน

      ด้านสิ่งแวดล้อมปัจจัยภายนอก  เช่น มีเสียงดังรบกวน  แสงที่ส่องเข้าตา  และมีกลิ่นมาคอยรบกวนช่วงเวลาการนอน 

      นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่มีผลต่อการนอนไม่หลับเช่น อาจจะเคยนอนผิดเวลาบ่อยจนร่างกายชิน เช่นการทำงานเป็นกะ  หรือการปรับตัวไม่ทันเมือต้องเดินทางข้ามประเทศที่เวลาไม่ตรงกัน หรือการกินมากจนเกินไป การดื่มคาเฟอีน สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการนอนไม่หลับทั้งสิ้น

        ส่วนการรักษาโรคนอนไม่หลับนั้น ทำง่ายๆเพียงต้องพยายามนอนและตื่นเวลาเดิมให้เป็นประจำทุกวันเพื่อให้ร่างกายมีความเคยชิน อย่าหมกมุ่นอย่าเครียดกับทุกเรื่องจนเกินไป ออกกำลังกาย และงดอาหารและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน  แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้น ควรไปปรึกษาแพทย์ เพราะแพทย์อาจต้องมีการให้ทานยาควบคุมกับการดูแลตัวเองด้วย

 

 

สนับสนุนโดย  sagame