Tag: สุขภาพทั่วไป

If คืออะไร

        ปัญหาเรื่องรูปร่างเป็นเรื่องที่อาจจะกำลังกวนใจใครหลายๆคนอยู่ และแน่นอนว่าการที่เรามีรูปร่างที่หนาเตอะไปด้วยไขมันนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องดี เพราะไขมันส่วนเกินเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีบุคลิกภาพที่ไม่ดี และไม่ใช่แค่นั้นไขมันส่วนเกินยังเป็นบ่อเกิดแห่งโรคต่างๆมากมายที่อาจจะตามมาได้ในภายหลังหากเราปล่อยเลยตามเลยให้ร่างกายทำการสร้างไขมันและเกิดการสะสมไปเรื่อยๆอยู่นั้นก็ย่อมที่จะไม่เป็นผลดีอย่างแน่นอน วันนี้เราจึงจะมาแนะนำวิธีในการลดไขมันด้วยวิธีการ If นั่นเอง

       หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้จักหรือคุ้นเคยกับคำว่า IF บางคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้างแต่ก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไรสำหรับ IF หรือ Intermittent Fasting นั้นก็คือวิธีการหนึ่งที่ปัจจุบันนี้ได้เริ่มมีคนบางกลุ่มหันมาให้ความสนใจเป็นอย่างมากที่จะเลือกใช้วิธีการนี้ในการลดน้ำหนัก โดยวิธีกานนั้นจะเป็นลักษณะของการที่ผู้ที่จะลดน้ำหนักหรือไขมันนั้นเลือกกินในรูปแบบที่มีการจำกัดช่วงเวลาในการกินอาหารในแต่ละมื้อนั่นเอง แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้นสำหรับวิธีการเช่นนี้เป็นวิธีที่หลายๆจากคนทั่วโลกนั้นได้เลือกใช้ในลดน้ำหนักกันมาก่อนหน้านี้แล้วเป็นเวลามากว่า 8 ปี

โดยที่ในปัจจุบันนี้ก็เริ่มกลายมาเป็นกระแสนิยมมากขึ้นซึ่งส่วนใหญ่แล้วกลุ่มคนลดน้ำหนักที่เลือกใช้วิธีการนี้ก็จะเป็นกลุ่มของผู้บริหาร พนักงานออฟฟิศ รวมไปถึงผู้คนในยุคนี้ที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยมีเวลาในการไปออกกำลังกายอย่างจริงจังที่ต้องใช้เวลามากๆ แต่ทั้งนี้สำหรับใครที่กำลังสนใจและอยากจะเริ่มใช้วิธีการ IF นี้

ในการลดน้ำหนักก็จะต้องมีความรู้ว่าวิธีการนี้นั้นจะมีการแบ่งช่วงเวลาในการกินแต่ละมื้ออาหารนั้นออกเป็น 2 ช่วงเวลาด้วยกันนั่นก็คือ Fasting คือช่วงเวลาที่ต้องอด หรืองดการรับประทานอาหารทุกประเภทแต่สามารถที่จะดื่มน้ำเปล่าได้ปกติ และสำหรับช่วง Feeding ก็คือช่วงเวลาที่เรานั้นสามารถที่จะกินอาหารได้นั่นเอง สำหรับการทำ IF โดยหลักการแล้วเราจะได้ประโยชน์หลักเลยก็คือมันจะช่วยทำให้ระบบการเผาผลาญไขมันภายในร่างกายของเรานั้นดีขึ้น เมื่อร่างกายสามารถเผาผลาญไขมันที่สะสมไว้ได้ดีขึ้นแล้วจึงช่วยทำให้น้ำหนักของเราลดลงตามไปนั่นเอง

ซึ่งในกระบวนการการเผาผลาญไขมันด้วยวิธีนี้ก็สามารถที่จะอธิบายได้ดังนี้ว่าในช่วงที่เรานั้นอดอาหารอยู่ก็จะเกิดปฏิกิริยาของร่างกายอย่างการที่ระดับอินซูลินในร่างกายเรานั้นก็จะลดลงไปและ Growth Hormone นั้นก็จะสูงขึ้นมา และเมื่อเราได้มีการฝึกให้ร่างกายมีการอดอาหารในระยะเวลาสั้นซึ่งก็จะสลับกันแบบนี้ไปก็จะเป็นการช่วยให้ร่างกายเราเองได้เพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันให้ดีขึ้นได้จากเดิมด้วย ซึ่งก็เป็นวิธีที่ดีมากๆในการช่วยลดไขมันสะสมบริเวณรอบเอวที่เป็นไขมันไม่ดีในร่างกายเรา สำหรับวิธีการนี้เป็นหลักการที่ดีที่จะไม่ทำให้มวลกล้ามเนื้อของร่างกายเรานั้นลดลงไป

        อย่างไรก็ตามประโยชน์จากการทำ IF นั้นไม่ได้มีแค่ช่วยในเรื่องการลดน้ำหนักเพียงอย่างเดียวแต่ยังประโยชน์อีกมากอย่างเช่นการทำ IF นั้นสามารถที่จะช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้ ลดความเสี่ยงที่จะเกิดเป็นโรคหัวใจ ความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน โรคอ้วนและโรคมะเร็ง รวมไปถึงการช่วยให้มีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และสุดท้ายแล้วก็ไม่ควรลืมที่จะออกกำลังกายเพื่อเป็นการกระชับกล้ามเนื้อควบคู่ไปด้วย และการรับประทานอาหารที่ดีก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการที่จะลดน้ำหนักให้เห็นผลดีที่สุด 

 

ขอบคุณ  ทางเข้า ufabet มือถือ  ที่ให้การสนับสนุน

การดูแลเท้าในผู้ป่วยเบาหวาน

หนึ่งในโรคที่พบเจอมากในปัจจุบันของผู้สูงอายุในประเทศไทย คือโรคเบาหวาน อันเนื่องมาจากการทำงานของอินสุลินในร่างกายบกพร่อง และจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารร่วมกับการไม่ออกกำลังกาย ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เกิดผลเสียต่ออวัยวะที่สำคัญในร่างกายได้ง่าย โดยเฉพาะหากผู้ป่วยเบาหวานที่เกิดแผลที่เท้า ระบบไหลเวียนเลือดส่งเลือดไปเลี้ยงที่เท้าได้ไม่ดี ปลายประสาทรับสัมผัสสูญเสียหน้าที่ในการทำงาน ซึ่งเสี่ยงต่อการมีโอกาสได้ตัดเท้าค่อนข้างสูง หากมีการดูแลสุขภาพเท้าไม่ถูกต้อง ดังนั้นวันนี้วิธีการดูแลเท้าที่ถูกต้องมาแนะนำกันค่ะ 

  1. ควบคุมและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  2. ดูแลรักษาความสะอาดของเท้าอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ปล่อยให้บริเวณซอกนิ้วเท้าอับชื้น ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดแผลได้ง่าย
  3. ตรวจดูเท้า บริเวณนิ้วเท้าว่ามีความผิดปกติ มีแผล รอยกดหรือมีรอยฟกช้ำหรือไม่ 
  4. แนะนำให้ใช้โลชั่นทาบริเวณนิ้วเท้า ปลายเท้า หลังเท้า แต่ควรหลีกเลี่ยงบริเวณซอกนิ้ว เพราะอาจเกิดการหมักหมม เสี่ยงต่อการติดเชื้อ
  5. ควรสมถุงเท้าทุกครั้งขณะสัมผัสอากาศหนาว 
  6. บริหารนิ้วเท้าปลายเท้าทุกวัน
  7. หมั่นตัดเล็บให้สั้นทุกครั้งและควรตัดเล็บแบบแนวตรง และตัดตามแนวขอบเล็บ
  8. ควรใส่รองเท้าที่สวมใส่สบาย พอดีเท้า 
  9. สวมถุงเท้าก่อนใส่ถุงเท้าทุกครั้งเพื่อป้องกันการเสียดสีระหว่างผิวและรองเท้า ทำให้เกิดแผลได้ง่าย
  10. ไปตรวจตามนัดทุกครั้ง เพื่อติดตามระดับน้ำตาลในเลือด 

วิธีการดูแลเท้าสามารถทำได้ง่าย และทำเองได้ที่บ้าน ดังนี้

  1. การแช่เท้าในน้ำอุ่น และการนวดฝ่าเท้า โดยการผสมน้ำอุ่นในกะละมัง ผสมกับการเตรียมผิวมะกรูด จากนั้นแช่เท้าผู้ป่วยในกะละมังที่เตรียมไว้ และช่วยนวดบริเวณฝ่าเท้า หลังเท้า เพื่อช่วยในเรื่องการไหลเวียนของเลือด และการผ่อนคลายของร่างกาย 
  2. การเหยียบกะลามะพร้าว โดยการนำกะลามะพร้าวไปวางบริเวณพื้นดินที่เตรียมไว้ ประมาณ 5 แถว แถวละ 4 อัน ไม่ต้องวางชิดกันมาก ห่างกันประมาณ 5 ซม. จากนั้นให้ผู้ป่วยเหยียบ เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงบริเวณฝ่าเท้า  ลดอาการชาบริเวณปลายเท้า ถือเป็นนวัตกรรมการดูแลเท้าของผู้ป่วยเบาหวาน 

            หากสามารถดูแลเท้าตนเองได้ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  การถูกตัดเท้าก็จะลดน้อยลง ควบคู่กับ

การดูแลสุขภาพ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสหวาน อาหารทอด หรืออาหารทะเล ที่อาจจะทำให้มีภาวะคอเลสเตอรอลสูงในเลือดตามมา เพราะเบาหวานมักจะมาควบคู่กันกับความดันโลหิตสูง เนื่องจากเลือดมีความหนืดเพิ่มขึ้น การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆได้ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น ดังนั้นเริ่มดูแลเท้าก่อนที่จะเกิดผลเสียที่ร้ายแรงตามมาจากการเกิดแผลที่เท้า เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ เท่านี้แหละค่ะผู้ป่วยเบาหวานก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานหากมีการปฏิบัติตัวที่ดี 

ความสำคัญของแร่ธาตุในร่ายกาย

แร่ธาตุ คืออะไร? มีความสำคัญอย่างไรต่อร่างกายของเรา?

เชื่อว่าหลายๆคนคงจะรู้จักแร่ธาตุเป็นอย่างดี และก็ยังมีบางคนที่ยังไม่ทราบ ฉะนั้นในบทความนี้เราจะมาอธิบายความสำคัญของของแร่ธาตุที่มีต่อร่างกายให้พอเข้าใจกันสักนิด แล้วมาดูว่ามีแร่ธาตุชนิดไหนบ้างที่ร่างกายมีความต้องการ แร่ธาตุ หรือ เกลือแร่ เป็น 1 สารอาหารหลักของทั้ง 5 หมู่ ซึ่งถือว่าเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อร่างกาย

เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการเพราะร่างกายของคนเรานั้นไม่สามารถผลิตแร่ธาตุขึ้นมาเองได้ เหมือนกับวิตามิน แต่จะมีแร่ธาตุอยู่ภายในร่างกายอยู่แล้ว เพียงไม่สามารถสร้างมันขึ้นมาเพิ่มได้อีก เป็นเช่นนี้แล้วร่างกายเราจึงต้องการแร่ธาตุเข้าเสริมสร้างต่อจากที่ร่างกายมีอยู่แล้ว ซึ่งแร่ธาตุเป็นส่วนประกอบสำคัญต่อร่างกายการโดยตรง เพราะจะช่วยในเรื่องของระบบการทำงานภายในร่างกายตามส่วนต่างๆอย่าง เซลล์ กล้ามเนื้อ และอวัยวะต่างๆของร่างกาย

ซึ่งในระบบการทำงานของส่วนต่างๆของร่างกายนั้น มีความต้องการของแร่ธาตุที่แตกต่างกัน และแร่ธาตุแต่ละชนิดก็อาศัยอยู่ในแหล่งอาศัยที่มีความแตกต่างกันเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นแล้วร่างกายจึงมีความต้องสารอาหารประเภทแร่ธาตุ หรือ เกลือแร่ นี้ที่อยู่ในปริมาณที่พอดีอย่างเหมาะสม ระบบการทำงานภายในร่างกายจึงจะสามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติ แต่แร่ธาตุบางชนิดก็ไม่ควรได้รับมากจนเกินไป เพราะอาจจะเป็นผลเสียได้เช่นกัน ถึงอย่างไรนั้นเท่ากับว่า เราจะขาดสารอาหารประเภทนี้ไม่ได้เด็ดขาด ซึ่งแร่ธาตุได้มีบทบาทและหน้าที่หลายอย่างอย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น

แต่จะมีความสำคัญเป็นอย่างมากโดยเฉพาะโครงสร้างของร่างกายจำพวกกระดูกและฟัน เลือด และมีแร่ธาตุบางชนิดสำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่ายกายทั้งภายในและภายนอก เป็นองค์ประกอบของเอนไซม์ ฮอร์โมน และช่วยการดูดซึมวิตามินบางชนิดอีกด้วย ร่วมไปการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อในทุกอวัยวะให้ทำงานอย่างปกติ แร่ธาตุที่ร่างกายต้องการแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือ แร่ธาตุหลัก และ แร่ธาตุรอง ซึ่งแร่ธาตุหลัก คือแร่ธาตุที่ร่างกายมีความต้องการในปริมาณมากต่อวันอยู่ที่ 100 mg ขึ้น แร่ธาตุประเภทนี้ได้แก่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม โซเดียม กำมะถัน คลอไรด์

และในอีกรูปแบบ แร่ธาตุรอง คือ แร่ธาตุที่ร่างกายมีความต้องการในปริมาณน้อยต่อวันจะต้องไม่เกิน 100 mg แร่ธาตุประเภทนี้ได้แก่ เหล็ก สังกะสี ซีลีเนียม แมงกานีส ทองแดง ไอโอดีน โครเมียม โคบอลท์ ฟลูออไรด์ โมลิบดินัม วานาเดียม แต่ถึงอย่างไรแล้วหากบอกว่าเป็นแร่ธาตุรูปแบบรอง ที่ร่างกายมีความต้องการในปริมาณน้อย ก็ใช่ว่าร่างกายจะไม่ต้องการเลย เพราะยังถือว่าเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกายอยู่เช่น

เพียงแต่ต้องการในปริมาณที่น้อย พอดี และเหมาะสม ไม่เช่นนั้นแล้วหากได้รับในปริมาณที่มากจนเกินไป ร่างกายไม่ได้ดูดซึมนำไปใช้จะกลายเป็นสารพิษที่ตกค้างอยู่ภายในร่างกายหรือตามอวัยวะส่วนๆต่างที่ต้องแร่ธาตุชนิดนั้น ซึ่งผลเสียและอาจจะก็เกิดโรคร้ายได้เช่นกัน

คอลลาเจน กินอย่างไรให้เห็นผล และขาวจริงหรือไม่

ทำไมเราต้องกินคอลลาเจน? ต้องบอกก่อนว่าความจริงแล้วร่างกายของเรานั้นสามารถผลิตคอลลาเจนขึ้นมาเองได้ แต่เพราะระบบการทำงานของร่างกายบวกกับอายุเริ่มเพิ่มมากขึ้นนั้น ก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของระบบที่ผลิตคอลลาเจนในร่างกายน้อยลง เช่นเดียวกับการทำงานของระบบอวัยวะอื่นๆภายในร่างกายนั้นแหละที่เราทราบกันดีว่ายิ่งอายุอายุมากขึ้นร่างกายก็จะยิ่งเสื่อม

แล้วคอลลาเจนมีความสำคัญอย่างไรต่อร่างกาย? คอลลาเจน มีชื่อเสียงในเรื่องของการดูแลผิวพรรณ เส้นผม เล็บ และที่ใครหลายคนมักจะไม่ค่อยรู้กันก็คือ คอลลาเจนยังช่วยในเรื่องของกระดูกและข้อต่างๆของร่างกาย เมื่อเราอายุมากขึ้นจึงมีความเป็นที่จะต้องเติมคอลลาเจนเข้าไปทดแทนในส่วนที่ร่างกายไม่สามารถผลิตออกมาได้เยอะเหมือนครั้งที่เยาว์วัย

ซึ่งการเปลี่ยนทางร่างกายนั้นจะเริ่มเมื่ออายุ 25 ปี เวลาอายุที่เหมาะแก่การทานคอลลาเจนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นอายุที่เข้าสู่วัย 30 ปี เรื่องริ้วรอยจะเข้ามาเพิ่มมากขึ้น และเมื่อเข้าสู่อายุ 30 ปี สิ่งที่ตามมาของการขาดคอลลาเจนคือเรื่องของการปวดกระดูกและตามข้อต่างๆ ซึ่งในคนยุคสมัยใหม่ก็จะเริ่มมีอาการให้เห็นเร็วกว่าเดิมมากขึ้น แล้วเราจะทานคอลลาเจนได้จากอะไรบ้าง? ซึ่งจะมีอยู่ในทั้งอาหารจากแหล่งธรรมชาติ และ อาหารเสริม ในส่วนของอาหารนั้นอยู่ในอาหารประเภทปลา ผักใบเขียว ธัญพืชบางชนิด เป็นต้น

และอีกแบบก็คือ อาหารเสริม ที่ผลิตภัณฑ์จะมีทั้งแบบเม็ด และ แบบผง ให้ได้เลือกทาน แล้วจะทานคอลลาเจนอย่างไรให้เห็นผล? ซึ่งได้มีการทดลองจากกลุ่มคนที่ทานคอลลาเจนและจากงานวิจัยได้ออกมาบอกว่า การทานคอลลาเจนควรที่ท้องยังว่าง เพราะจะทำให้ร่างกายมีการดูดซึมได้ดี และถ้าหากเราทานคอลลาเจนพร้อมกับวิตามินซีจะยิ่งเป็นผลดี

เพราะวิตามินซีจะยิ่งเข้าช่วยกระตุ้นกระดูดซึมของร่างกายให้ดีเพิ่มมากยิ่งขึ้น ต่อมาซึ่งความเชื่อที่ว่า คอลลาเจนทานแล้วขาวจริงไหม? ต้องบอกก่อนว่าคอลลาเจนนั้นถูกแบ่งออกเป็น 3 Type ซึ่งคอลลาเจนที่จะช่วยบำรุงและดูแลเรื่องสุขภาพผิวนั้นคือ คอลลาเจน Type 2 และ 3 ในความเป็นจริงนั้น คอลลาเจนไม่ได้มีส่วนช่วยให้ขาวขึ้นแต่อย่างใดเลย เพียงจะช่วยให้ผิวมีนุ่ม เนียน ใส ดูอ่อนวัยมากขึ้นเท่านั้น ฉะนั้นแล้วสาวๆหนุ่มๆ

คนนั้นที่หวังจะทานคอลลาเจนให้ขาวนั้น ต้องบอกเลยว่าคิดผิดอย่างแน่นอน แล้วทำไมมีคนทานคอลลาเจนแล้วมารีวิวว่าขาวล่ะ? นั้นอาจจะเป็นเพราะปัจจัยอื่นๆด้วยอย่างเช่น การทาครีมจากภายนอก การทานอาหาร เป็นต้น เพราะอย่างนั้นแล้วก่อนทานอะไรนั้นไม่ว่าจะเป็นอาหารเสริมอะไรก็อย่าลืมศึกษาข้อมูลกันมาให้ดีๆนะ

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  คาสิโนออนไลน์ฝากไม่มีขั้นต่ำ

การเลือกทานคอลลาเจน

คุณเคยรู้สึกปวดตามกระดูก ตามข้อต่างๆของร่างกายหรือไม่ หรือว่าจะเป็นเรื่องของผิวพรรณของคุณที่เริ่มแห้งกร้าน หยาบ เห็นริ้วรอยชัดเพิ่มมากขึ้น เมื่ออายุเริ่มเพิ่มมากขึ้นๆเรื่อย เชื่อเลยว่าหลายๆคนคงอาจจะรู้สึกสิ่งเหล่านี้ ซึ่งสาเหตุนั้นไม่ได้มาจากสิ่งอื่นใดเลยนั้นก็คือ คอลลาเจน นั้นเอง

คอลลาเจน คือ สารที่ร่างกายนั้นสามารถผลิตออกใช้เองได้ จะเป็นสิ่งที่คอยเข้าไปช่วยบำรุงในเรื่องของกระดูกและข้อส่วนต่างๆของร่างกาย รวมไปถึงเรื่องสุขภาพผิวของเราอีกด้วย กำลังสงสัยอยู่ใช่ไหมล่ะว่า ถ้าคอลลาเจนที่สิ่งที่ร่างกายสามารถผลิตออกมาเองได้นั้น

ทำไมเราจึงจะต้องกินคอลลาเจนเพิ่มเข้าไปด้วย

ในทุกๆวันเรามีกิจกรรมต่างๆมากมายที่ต้องทำ เช่นเดียวกับอายุที่มากขึ้น ร่างกายของเรานั้นที่บอกว่า ยิ่งมีอายุที่มากขึ้นระบบการทำงานภายในร่างกายก็น้อยลง นั้นถือว่าเป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับสิ่งนี้ เมื่ออายุเราเริ่มมากขึ้นการผลิตคอลลาเจนของร่างกายนั้นก็จะน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งคอลลาเจนเป็นสิ่งสำคัญที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วก็จะไม่มีอะไรเข้าไปช่วยบำรุงในเรื่องของกระดูก ข้อ และผิว สามารถสังเกตได้จากผู้สูงอายุที่เห็นได้อย่างง่ายจะมีกระดูกและข้อที่ไม่แข็งแรงซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยมาก กับผิว ที่มีความหมอคล้ำ หย่อนคล้อย

ลายคนอาจจะเข้าใจผิดถ้าหากทานคอลลาเจนแล้วจะผิวเต่งตึงไม่แก่ ก็จะไม่ขนาดนั้นเพราะมันจะช่วยให้คุณดูอ่อนวัยขึ้นก็จริง แต่ก็ไม่ได้ความว่า การกินคอลลาเจนจะช่วยคงสภาพของกระดูกหรือผิวคุณให้ดูเด็กได้อย่างเดิม แล้วเราทานคอลลาเจนได้จากอะไรบ้าง แน่นอนว่ามันมี 2 รูปแบบก็คือ จากแหล่งอาหารทางธรรมชาติ อย่าง ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ผักใบเขียว ธัญพืช เป็นต้น

และรูปแบบก็คือการทานอาหารเสริมที่ผลิตจากคอลลาเจน ซึ่งอาหารเสริมเหล่านี้จะต้องดูให้ดีว่าคอลลาเจนที่นำมาผลิตนั้น นำมาจากไหน เพราะส่วนใหญ่แล้วคอลลาเจนที่นิยมนำมาทำเป็นอาหารเสริมนี้จะนำคอลลาเจนมาจากปลาทะเล ซึ่งมีคอลลาเจนที่เหมือนกับคนมากที่สุด และการทานคอลลาเจนเพื่ออะไรนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญ

เพราะคอลลาเจนจะถูกแบ่งออกเป็น 3 type หากต้องการดูแลเรื่องกระดูกและข้อจะต้องเลือกทานคอลลาเจน type 2 แต่ถ้าหากต้องการดูแลเรื่องผิวพรรณ เส้นผม เล็บ จะต้องทานคอลลาเจน type 1 และ type 3 เพราะถ้าหากเราเลือกทานคอลลาเจนไม่ตรงจุดจะทำให้เราไม่เห็นผลใด ฉะนั้นการเลือกทานคอลลาเจนนั้นจะต้องดูจากปัจจัยหลายๆอย่าง ทั้งการผลิต และ ความต้องของตัวคุณว่าต้องการทานคอลลาเจนเพื่ออะไร และอย่าลืมตรวจสอบผลิตภัณฑ์ด้วยว่าเป็นสินค้าถูกต้องตามกฎหมายด้วยหรือไม่ ไม่อย่างนั้นแล้วอาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิตก็เป็นได้

9ขั้นตอนที่จะช่วยให้อาการไอของเราดีขึ้น

  เชื่อว่าหลายคนในช่วงนี้คงจะพบกับปัญหาเกี่ยวกับการไอ เนื่องจากสภาวะอากาศที่มีแต่ฝุ่นและมลพิษมากมาย จนทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบายขึ้นได้ ซึ่งปัญหาของคนที่เป็นไข้มักจะพบว่าจะมีอาการอื่นๆตามมาด้วยและที่หนักสุดก็คือการไอ เพราะอย่างที่ทุกคนทราบกันดี หากเราต้องไอบ่อยๆ และนานๆ บางครั้งการไอก็สามารถสร้างความรำคาญให้กับคนที่ไอและคนรอบได้อีกด้วย

ดังนั้นวันนี้เราจึงจะมาหาวิธีที่จะช่วยให้การไอของเราหายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

  1.  กินน้ำให้เยอะๆ  ปกติคนเราควรกินน้ำวันละ 6-8 แก้วอยู่แล้วแต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่มักจะกินน้ำไม่ครบตามจำนวนที่ร่างกายต้องการ ดังนั้นในช่วงที่เราไอจะทำให้เรารู้สึกได้ว่าภายในลำคอเราแห้งดังนั้นการกินน้ำเยอะๆจะช่วยให้เราไอน้อยลงเพราะภายในคอจะได้ชุ่มชื้น
  2. ไม่ดื่มน้ำเย็น  คนส่วนใหญ่มักจะชอบทานน้ำเย็นแต่หากว่าคุณกำลังป่วยและมีอาการไอ น้ำอุ่นน่าจะเป็นทางออกที่ดีกับคุณมากกว่า
  3. ไม่อาบน้ำเย็น  สำหรับช่วงเวลาที่ไม่สบายการอาบน้ำอุ่นๆจะช่วยให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้น อาการไข้หวัดจะค่อยๆดีขึ้น
  4. อมยาแก้ไอ  หากมีอาการไอมาก ควรหาซื่อยาอมแก้ไอมาอมเพื่อบรรเทาอาการเจ็บคอและลดอาการไอลงไป 
  5. ไม่สูบบุหรี่  ส่วนหนึ่งที่เป็นสาเหตุของการไอเพราะเกิดจากฝุ่นควันที่มาจากควันของบุหรี่ซึ่งคนที่สูบบุหรี่มักจะหิวน้ำบ่อยเพราะจะคอแห้ง ดังนั้นหากอยู่ระหว่างที่มีอาการไอเราจึงควรงดสูบบุหรี่
  6. ไม่ฉีดน้ำหอม  การที่เราฉีดสเปรย์จะทำให้จมูกของเราได้รับกลิ่นฉุนของน้ำหอมหรือสเปรย์ที่เราฉีดซึ่งจะส่งผลทำให้จมูกสร้างน้ำมูกขึ้นมาและหากน้ำมูกลงคอก็จะมีผลทำให้เราไอได้ ดังนั้นช่วงที่ป่วยจึงควรงดการฉีดน้ำหอม
  7. ใช้หน้ากากอนามัย  การที่เราเดินทางออกไปนอกบ้าน เรามักจะต้องเจอฝุ่น ควันมากมาย ซึ่งนี่คือส่วนหนึ่งของสาเหตุทีทำให้เรามีอาการป่วยไข้และไอได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาร่างกายให้ห่างไกลจากเชื้อโรคเราจึงควรสวมหน้ากากอนามัยเอาไว้
  8. พักผ่อนให้เพียงพอ  เมื่อเราไม่สบายร่างกายย่อมเกิดความรู้สึกอ่อนเพลีย ดังนั้น หากอยากหายเร็วขึ้น เราจึงควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ เมื่อร่างกายแข็งแรงอาการไข้และไอก็จะหายไป 
  9. ไปพบแพทย์ และหากเราเห็นว่าอาการป่วยของเราเกิน 3 วันแล้วยังไม่หาย ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อให้รีบทำการตรวจรักษา

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  วิธีเล่นบาคาร่าให้รวย

Gooseberry  ผลไม้ที่มากคุณประโยชน์

กูสเบอร์รี่ หรือที่คนไทยมักเรียกผลไม้ชนิดนี้กันว่า โทงเทงฝรั่ง เป็นผลไม้ที่มีลักษณะกลมผลเกลี้ยงเนียน ซึ่งผลไม้ชนิดนี้อยู่ในตระกูลเบอร์รี่ด้วยเหมือนกัน ลักษณะของผลเมื่อสุกแล้วจะมีสีเหลืองอมส้ม ซึ่งจะมีกลีบดอกบางบางห่อหุ้มอยู่ ส่วนกลีบดอกที่ห่อหุ้มผลกูสเบอร์รี่ก็จะมีสีเหลืองเช่นเดียวกัน  ทั้งนี้นอกจากคนไทยจะนิยมเรียกว่ากูสเบอร์รี่ ว่าโทงเทงฝรั่งแล้วบางพื้นที่ยังเรียกกูสเบอร์รี่ ว่าระฆังทองอีกด้วย สำหรับประเทศไทยก็มีแหล่งที่เพาะปลูกกูสเบอร์รี่นี้เช่นกันโดยมีมูลนิธิของโครงการหลวงคอยช่วยส่งเสริมและช่วยให้คำชี้แนะในการพัฒนาผลไม้ชนิดนี้

โดยทางหลวงก็มีความหวังที่ว่าจะให้ผลไม้ชนิดนี้เข้ามาแทนที่การทำไร่ฝิ่นให้ได้ ดังนั้นจังหวัดที่นิยมปลูกกูสเบอร์รี่กันเยอะจึงเป็นจังหวัดทางแถบภาคเหนือของประเทศไทย  สำหรับการกินกูสเบอร์รี่นั้น หากกินสดสดจะมีรสชาติที่เปรี้ยวอมหวาน จึงสามารถทานแบบเดี่ยวๆก็ได้หรือบางคนจะนำมาจิ้มกับพริกเกลือก็ได้เหมือนกัน ซึ่งปัจจุบันนอกจากที่คนจะนิยมทานเล่นแล้ว ยังนำมาแปรรูปเพื่อให้มีอาหารที่หลากหลายมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการนำกูสเบอร์รี่มาทำเป็นแยม นำกูสเบอร์รี่มาอบหรือว่าเชื่อม

รวมถึงทานกับสลัดผักก็มี เมื่อพูดถึงลักษณะและรสชาติกันไปแล้วตอนนี้ก็มาถึงเรื่องของประโยชน์ที่เราจะได้รับหากเรามีการกินกูสเบอร์รี่ เข้าไปนั้นก็คือ

  1. อย่างที่เรารู้กันดีกว่ากูสเบอร์รี่เป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่มีวิตามินเยอะ ดังนั้นการกินกูสเบอร์รี่เข้าไปจึงมีส่วนช่วยในการบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงไม่เป็นโรคหวัดหรือโรคภูมิแพ้ได้ง่ายๆ
  2. ในกูสเบอร์รี่จะมีวิตามินเอ  ที่จะช่วยให้สายตามีสุขภาพที่ดี มองเห็นได้ชัดเจนทั้งอยู่ในที่มืดและที่สว่าง
  3. กูสเบอร์รี่ ยังมีการที่สามารถช่วยยับยั้งการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
  4. กูสเบอร์รี่ มีสารที่ช่วยยับยังการเกิดโรคมะเร็งบางชนิดได้
  5. กูสเบอร์รี่มากมายด้วยสารที่ต้านอนุมูลอิสระ จึงทำให้มีผิวพรรณดี เปล่งปลั่งไม่เหี่ยวและไม่มีริ้วรอย
  6. กูสเบอร์รี่มีสารที่จะสามารถหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอกได้
  7. กูสเบอร์รี่ มีการที่ช่วยล้างสารพิษออกจากร่างกายได้

เราจะเห็นได้ว่าผลไม้กูสเบอร์รี่ มีประโยชน์ต่อร่างกายของคนเรามากมาย ที่สำคัญเป็นผลไม้ที่สามารถปลูกในประเทศไทยได้ จึงมีราคาที่ไม่สูงมากนัก และสามารถหาซื้อมารับประทานได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป หรือหากเดินทางไปในจังหวัดทางภาคเหนือจะสามารถหาซื้อมารับประทานได้ง่ายกว่า

 

สนับสนุนโดย  ทดลองเล่น gclub

ถึงนอนดึกก็ยังสวยได้ถ้าทำสิ่งต่อไปนี้ 

ความงามกับผู้หญิงเป็นของคู่กัน แต่หลายคนก็มักจะมองข้ามเรื่องของการดูแลตัวเอง บางคนใช้ตัวช่วยเพื่อเสิรมความงามด้วยการไปศัลยกรรม หรือบางคนก็เน้นโป๊ะครีมบำรุงทุกวัน แต่คุณอาจจะลืมไปว่าการดูแลความสวยงามที่ดีที่สุดคือการดูแลตัวเองแบบธรรมชาติ เพียงแค่เราไม่นอนดึกก็สามารถดูแลตัวเองได้แล้ว แต่หลายคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงการนอนดึกได้ เพราะบางครั้งด้วยงานและภาระหน้าที่ก็บังคับให้สาวๆอย่างเราต้องนอนดึก และบางคนก็ติดหนุ่มเกาหลีเกินจะทิ้งกันได้ลงจึงต้องดูทีวีจนดึกดื่น นอกจะทำให้สายตาต้องทำงานหนักแล้วผิวหน้ายังโทรมอีกด้วย

ดังนั้นเราจึงหาวิธีแนะนำการนอนดึกอย่างไรให้หน้าไม่โทรมาฝากกันค่ะ

  1. ใครๆก็รู้ว่าตัวช่วยเรื่องผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสของคนเราได้ดีที่สุดก็คือน้ำ โดยปกติต่างกายของเราต้องการน้ำวันละ 6-8 แก้วอยู่แล้วแต่หากเรานอนดึกควรจะเพิ่มปริมาณน้ำให้มากขึ้นไปอีก เพราะการที่เรานอนดึกจะทำให้ร่างกายของเราเสียน้ำไปมาก เราจึงควรดื่มน้ำให้มากขึ้นเพราะให้ไปทดแทนส่วนที่หายไป แต่การดื่มควรดื่มทีละนิดหรือจิบไปบ่อยๆเรื่อยๆแทนการดื่มทีเดียวหมดแก้ว 
  2. อย่าลืมหาครีมบำรุงผิวอย่างดีมาช่วยดูแลผิวของเราให้เนียนนุ่มชุ่มชื้นกว่าเดิมด้วย เพราะต่อให้เรานอนแต่หัวค่ำทุกวันแต่ผิวพรรณขาดครีมบำรุงก็ทำให้ผิวพรรณของเราแห้งกร้านไม่สวยใสได้
  3. อย่าที่รู้กันดีว่าหากนอนดึกใต้ตาจะเป็นสีดำคล้ำดังนั้น เราจึงควรหาเวลาดูแลรักษาผิวด้วยการนำแตงกวาแช่เย็นมาหั่นให้เป็นชิ้นบางๆแล้วนำมาพอกที่หน้า อย่างน้อยสัปดาห์ละสองครั้งเพื่อช่วยให้ผิวพรรณดีขึ้น 
  4. ตื่นมาตอนเช้าควรล้างหน้าด้วยน้ำเย็น โดยเอาน้ำที่มาจากการแช่เย็นเมื่อคืนก็ได้ นำมาล้างหน้าแทนการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดา เพราะหากผิวเราโดนน้ำเย็นจะทำให้ร่างกายตื่นตัว รู้สึกสดชื่นขึ้นมาก
  5. หากมีเวลาแนะนำให้บำรุงผิวด้วยน้ำมันมะพร้าว โดยนำมาหยุดใส่มือแล้วนำมาทาหน้าทิ้งไว้ทุกวัน วันละ 10 นาทีแล้วค่อยล้างน้ำออก จะช่วยให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื้นขึ้น
  6. และหากใครมีเวลา ก่อนนอนให้นำถุงชาที่ใช้แล้วไปแช่เย็นแล้วนำมาปิดตรงรอบตา จะช่วยให้ผิวใต้ตายผ่อนคลายได้มาก ช่วยหรือถุงใต้ตาบวมจากการนอนดึกได้มากเลยค่ะ

 

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนฝากขั้นต่ำ 20 บาท

มาหาผลไม้ทานสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์กันเถอะ

ขึ้นชื่อว่าเป็นคนละไม้ก็เป็นอาหารที่มีประโยชน์มากมายปลดผลไม้แต่ละชนิดมักจะมีประโยชน์ที่แตกต่างกันเรามาดูกันว่าผลไม้ชนิดไหนบ้างที่เหมาะกับผู้หญิงที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์

ฝรั่งอย่างที่เราทราบกันดีว่าในฝรั่งจะมีวิตามินซีเยอะรวมถึงวิตามินเอดังนั้นการกินฝรั่งจะช่วยบำรุงในเรื่องของฟันและเหงือกที่มีความแข็งแรงที่สำคัญยังช่วยป้องกันไม่ให้เราเป็นหวัดง่ายได้อีกด้วย

ลูกพรุนเป็นผลไม้ที่เหมาะให้กับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เอาไว้ทานเล่นลูกคุณจะช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับเรื่องโลหิตจางเนื่องจากในรูปหุ่นมีธาตุเหล็กสูงดังนั้นลูกพูดนี้จะช่วยในเรื่องของการสร้างเม็ดเลือดแดงให้กับร่างกายของคุณแม่เอาไว้ใช้ในช่วงที่กำลังจะคลอดลูกได้อีกด้วย

สับปะรดอย่างที่เรารู้กันดีว่าสับปะรดจะมีวิตามินซีและเบต้าแคโรทีนสูงดังนั้นสับปะรดจะช่วยให้กับคุณแม่สร้างภูมิคุ้มกันให้มีร่างกายที่แข็งแรงและยังช่วยในเรื่องของการต่อต้านสารอนุมูลอิสระได้อีกด้วย

กล้วยเป็นผลไม้ที่หาง่ายและกินง่ายในกล้วยจะมีทั้งแคลเซียมฟอสฟอรัสซึ่งจะช่วยบำรุงกระดูกและฟันของคุณแม่และเสริมสร้างกระดูกของลูกน้อยให้แข็งแรง

มะพร้าวในมะพร้าวนั้นจะมีทั้งแคลเซี่ยมและกลูโคสรวมถึงโปรตีนสูงหากคุณแม่อ่อนเพลียเบื่ออาหารการกินน้ำมะพร้าวจะช่วยได้ให้คุณแม่รู้สึกสดชื่นดับกระหายใครร้อนได้เป็นอย่างดี

มะม่วงสุกเป็นผลไม้ที่มีทั้งฟอสฟอรัสแคลเซียมและเบต้าแคโรทีนซึ่งจะช่วยในเรื่องของกระดูกและฟันที่แข็งแรงสำหรับทารกที่อยู่ในครรภ์และสำหรับตัวคุณแม่เองแต่มะม่วงสุกก็อร่อยมากๆกินแล้วคุณแม่จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

แตงโม ในแตงโมจะเต็มไปด้วยโพแทสเซียมซึ่งจะช่วยในเรื่องของการควบคุมความดันในเลือดและแตงโมยังเป็นผลไม้ที่มีน้ำสูงดังนั้นกินแล้วจะช่วยดับกระหายใครร้อนได้เป็นอย่างดี

แอปเปิลผลไม้ชนิดนี้มีเกลือแร่และวิตามินที่มีประโยชน์เยอะมากที่สำคัญหาซื้อได้ง่ายหากกินแอปเปิลจะช่วยในเรื่องของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและควบคุมระดับคอเลสเตอรอลไม่ให้สูงจนเกินไปแถมยังอร่อยดีและมีประโยชน์

ส้มผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงมากๆหาซื้อได้ง่ายรับประทานทั้งแบบเป็นผลสดสดหรือจะนำมาคันเป็นน้ำผลไม้ก็ได้กินแล้วจะอร่อยชุ่มคอช่วยในเรื่องของระบบขับถ่ายและช่วยในเรื่องของลดความเสี่ยงในการเป็นหวัดได้ง่ายอีกด้วย

เห็นไหมเขาว่าผลไม้แต่ละชนิดมีประโยชน์มากมายจริงๆแล้วคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์สามารถกินผลไม้ได้ทุกชนิดเพียงแต่ว่าควรจะมีการกินแบบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปไม่ได้กินเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นเพื่อที่จะได้รับสารอาหารได้เต็มและครบถ้วน